ว่านหางจระเข้ วุ้นจากใบสด รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

ว่านหางจระเข้

ชื่ออื่นๆ : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง)

ต้นกำเนิด : คาบสมุทรอาหรับ

ชื่อสามัญ : ว่านห้างจระเข้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm. F.

ชื่อวงศ์ : Liliaceae

ลักษณะของว่านหางจระเข้

จัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุนานหลายปี มีข้อและปล้องสั้นๆ ใบอวบไปด้วยน้ำ ที่ขอบใบจะมีหนามเล็กๆอยู่ เมื่อตัดตามขวางของใบ จะเห็นเนื้อใบเป็นเมือกใสๆ หรือ mucilage ไม่มีสี และตรงส่วนที่เป็นเปลือกสีเขียวจะมียางสีเหลืองอยู่ เมื่อนำมาเคี่ยวแล้วจะได้ออกมาเป็นยาดำ เป็นก้อนสีดำๆ ใช้เป็นยาระบาย ออกฤทธิ์โดยการไปกระตุ้นลำไส้ใหญ่ ส่วนวุ้นใสๆจากใบ จะประกอบไปด้วยน้ำและส่วนที่เป็น polysaccharides เช่น pectins, hemicellulose, glucomannan, acemannan และ manose derivative อาจจะพบกรดอะมิโน ไขมัน แทนนิน เอนไซม์ และสารในกลุ่ม sterol ด้วย

ว่านหางจระเข้
ใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว

การขยายพันธุ์ของว่านหางจระเข้

ใช้กิ่ง/ลำต้น/ว่านหางจระเข้ปลูกง่าย โดยการใช้หน่ออ่อน ปลูกได้ดีในบริเวณทะเลที่เป็นดินทราย และมีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ดี จะปลูกเอาไว้ในกระถางก็ได้ ในแปลงปลูกก็ได้ ปลูกห่างกันสัก 1-2 ศอก เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ต้องมีการระบายน้ำดีพอ มิฉะนั้นจะทำให้รากเน่าและตาย ว่านหางจระเข้ชอบแดดรำไร ถ้าถูกแดดจัดใบจะเป็นสีน้ำตาลแดง

ธาตุอาหารหลักที่ว่านหางจระเข้ต้องการ

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้

โดยส่วนมากเราจะใช้วุ้นจากใบสด สำหรับรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกต่างๆ โดยจะทาวันละ 3-4 ครั้ง ตรงบริเวณที่เป็น แต่ในบางรายอาจจะมีอาการแพ้สารในกลุ่มพวก anthraquinone ซึ่งจะพบในยางส่วนที่เป็นสีเขียวของใบว่านหางจระเข้ อาจจะใช้เจลว่านหางจระเข้ทาผิวหนังก่อนที่จะออกไปโดนแดดจ้าๆ เพื่อป้องกันอาการผิวหนังไหม้ ก็ได้

สรรพคุณทางยาของว่านหางจระเข้

วุ้นในใบว่านหางจระเข้มีสารเคมีอยู่หลายชนิด เช่น Aloe-cmidin, Aloesin, Aloin, สารประเภท glycoprotein และอื่นๆ ยางที่อยู่ในว่านหางจระเข้มีสาร anthraquinone ทีมีฤทธิ์ขับถ่ายด้วย ใช้ทำเป็นยาดำ มีการศึกษาวิจัยรายงานว่า วุ้นหรือน้ำเมือกของว่านหางจระเข้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะวุ้นใบมีสรรพคุณรักษาแผลต่อต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยสมานแผลได้ด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของว่านหางจระเข้

การแปรรูปของว่านหางจระเข้

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : http://www.bedo.or.th/lcdb/biodiversity/view.aspx?id=11062&SystemType=BEDO
https://www.flickr.com

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *