กระทือ กะแอน เป็นยาบำรุงกำลัง แก้เคล็ดขัดยอก

กระทือ

ชื่ออื่นๆ : กะทือป่า กะแวน กะแอน แสมดำ (เหนือ) เฮียงแดง (แม่ฮ่องสอน)

ต้นกำเนิด : อินเดีย

ชื่อสามัญ : กระทือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbet (L.) Smith.

ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae

ลักษณะของกระทือ

ไม้ล้มลุก ลำต้นเหนือดินกลม สูง 0.9-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ต้นโทรมในหน้าแล้งแล้วงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปรูยาว กว้าง 5-7.5 ซม. ยาว 20-30 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อแทงออกจากเหง้าขึ้นมา ช่อดอกรูปทรงกระบอก มีใบประดับสีเขียวแกมแดง เรียงซ้อนกันแน่นเป็นระเบียบ ดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกบานไม่พร้อมกัน ผล แบบผลแห้งแตก รูปทรงค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดสีดำ

กระทือ
ใบมีขนนุ่ม ดอกช่อแทงจากเหง้า
เหง้ากระทือ
เปลือกนอกเหง้าสีเขียว เมื่อสุกมีสีแดง สีน้ำตาลแกมเหลือง

การขยายพันธุ์ของกระทือ

ใช้หัว/เหง้า/หน่อ/-

ธาตุอาหารหลักที่กระทือต้องการ

ประโยชน์ของกระทือ

ส่วนที่ใช้ : ราก เหง้า ต้น ใบ ดอก หัว หรือ เหง้าแก่สด เก็บใบช่วงฤดูแล้ง
สรรพคุณ :
ราก – แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ต่างๆ แก้ไข้ตัวร้อน แก้เคล็ดขัดยอก
เหง้า
– บำรุงน้ำนม แก้ปวดมวนในท้อง แก้บิด บิดป่วงเบ่ง
– แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ขับผายลม ขับปัสสาวะ
– แก้จุกเสียด แก้เสมหะเป็นพิษ
– ขับน้ำย่อย เจริญอาหาร
– เป็นยาบำรุงกำลัง
– แก้ฝี
ต้น
– แก้เบื่ออาหาร ช่วยเจริญอาหาร ทำให้รับประทานอาหารมีรส
– แก้ไข้
ใบ
– ขับเลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ
– แก้เบาเป็นโลหิต
ดอก
– แก้ไข้เรื้อรัง
– ผอมแห้ง ผอมเหลือง
– บำรุงธาตุ แก้ลม

สรรพคุณทางยาของกระทือ

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และปวดท้อง บิด
โดยใช้หัวหรือเหง้ากระทือสด ขนาดเท่าหัวแม่มือ 2 หัว (ประมาณ 20 กรัม) ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำปูนใสครึ่งแก้ว คั้นเอาน้ำดื่มเวลามีอาการ
บางท้องถิ่นใช้หัวกระทือประกอบอาหาร เนื้อในมีรสขมและขื่นเล็กน้อย ต้องหั่นแล้วขยำกับน้ำเกลือนานๆ
กระทือเป็นพืชที่มีสารอาหารน้อย
สารเคมี :
Afzelin, Camphene, Caryophyllene
น้ำมันหอมระเหยมี Zerumbone, Zerumbone Oxide

คุณค่าทางโภชนาการของกระทือ

การแปรรูปของกระทือ

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ :  https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B7%E0%B8%AD
https://www.flickr.com

One Comment

Add a Comment