สะแกแสง ดอกมีกลิ่นหอมเย็น นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

สะแกแสง

ชื่ออื่นๆ : แกนแซง (อุตรดิตถ์) , เก้าโป้ง, งุ้นสะบันนา (เชียงใหม่) , เฝิง (เพชรบูรณ์) , ราบ (สุราษฎร์ธานี) , เนา (ภาคเหนือ) , หำฮอก, หำอาว (นครราชสีมา

ต้นกำเนิด :

ชื่อสามัญ : สะแกแสง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Canango latifolia Finet & Gagnep.

ชื่อวงศ์ : ANNONACEAE

ลักษณะของสะแกแสง

ไม้ต้น สูง 10-20 ม. เปลือกเรียบออกสีเหลือบ กิ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กว้างแกมขอบขนาน โคนใบรูปหัวใจตื้นๆ ปลายใบมน หรือมีติ่งแหลมเล็กน้อย ขอบใบมีขนสีเทาอ่อน ดอกสีเขียวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อที่ซอกใบ กลีบรองดอก รูปไข่ยาว 1-2 ซม. กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้าง 1.5-1.7 ซม. ยาว 4-5 ซม. เกสรผู้จำนวนมากเป็นกระจุกอยู่กลางดอก ผลเป็นผลกลุ่ม รูปรีแกมขอบขนาน ผลแก่สีดำ ยาวประมาณ 1.4 ซม. เมล็ดมีมากกว่า 10 เมล็ด ลักษณะกลมแบน

สะแกแสง
สะแกแสง ดอกสีเขียวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ของสะแกแสง

ใช้เมล็ด/พบในพม่า ไทย และอินโดจีน ตามป่าเบญจพรรณในที่ชื้น มักขึ้นอยู่ไม่ไกล ลำห้วย ออกดอกและติดผลช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม

ธาตุอาหารหลักที่สะแกแสงต้องการ

ประโยชน์ของสะแกแสง

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้โตเร็ว ดอกมีกลิ่นหอมเย็น

สรรพคุณทางยาของสะแกแสง

คุณค่าทางโภชนาการของสะแกแสง

การแปรรูปของสะแกแสง

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : http://www.bedo.or.th/lcdb/biodiversity/view.aspx?id=11854&SystemType=BEDO
http://www.qsbg.org

Add a Comment