ผักตบชวา วัชพืชน้ำที่มีอายุยืนหลายปี นำมาจักสานเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้

ผักตบชวา

ชื่ออื่นๆ : ผักตบป่อง สวะ (ภาคกลาง) ผักบ่ง (นครราชสีมา) ผักป่อง (สุพรรณบุรี)

ต้นกำเนิด : ประเทศอินโดนีเซีย

ชื่อสามัญ : ugyittu

ชื่อวิทยาศาสตร์ : yufiugyoyotyuy

ชื่อวงศ์ : tityit

ลักษณะของผักตบชวา

ประวัติ ผักตบชวาถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซียในฐานะเป็นไม้ประดับสวยงาม โดยเจ้านายฝ่ายในที่ตามเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย ได้เห็นพืชชนิดนี้มีดอกสวยงาม จึงนำกลับมาปลูกในประเทศไทย และใส่อ่างดินเลี้ยงไว้หน้าสนามวังสระปทุม จนกระทั่งเกิดน้ำท่วมวังสระปทุมขึ้น[1] ทำให้ผักตบชวาหลุดลอยกระจายไปตามแม่น้ำลำคลองทั่วไป และแพร่พันธุ์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน [แก้] ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ผักตบชวามีลำต้นสั้นแตกใบเป็นกอลอยไปตามน้ำ มีไหล ซึ่งเกิดตามซอกใบแล้วเจริญเป็นต้นอ่อนที่ปลายไหล ถ้าน้ำตื้นก็จะหยั่งรากลงดิน ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่หรือเกือบกลม ก้านใบกลมอวบน้ำตรงกลางพองออกภายในเป็นช่องอากาศคล้ายฟองน้ำช่วยให้ลอยน้ำได้ ดอกเกิดเป็นช่อที่ปลายยอดมีดอกย่อย 3-25 ดอก สีม่วงอ่อน มีกลีบดอก 6 กลีบ กลีบบนสุดขนาดใหญ่กว่ากลีบอื่น ๆ และมีจุดเหลืองที่กลางกลีบ ขยายพันธุ์โดยการแยกต้นอ่อนที่ปลายไหลไปปลูก ประโยชน์ การบริโภค ดอกอ่อนและก้านใบอ่อนกินเป็นผักลวกจิ้มน้ำพริกหรือทำแกงส้ม ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เช่นหมู ใช้ทำปุ๋ยหมัก ก้านและใบอ่อนนำมารับประทานได้ เครื่องจักสานผักตบชวา ด้านสมุนไพร ใช้แก้พิษภายในร่างกาย และขับลม ใช้ทาหรือพอกแก้แผลอักเสบ[2] เอเลี่ยนสปีชี่ส์

ผักตบชวา
เป็นวัชพืชน้ำ อายุหลายปี ใบสีเขียว ดอกมีสีม่วงอ่อน

การขยายพันธุ์ของผักตบชวา

-/-

ธาตุอาหารหลักที่ผักตบชวาต้องการ

ประโยชน์ของผักตบชวา

ใช้เป็นอาหารสัตว์ (เลี้ยงสุกร) ใช้ทำปุ๋ยหมัก ทำผลิตภัณฑ์เชื้อเเพลิวเขียว (โครงการส่วนพระดอง สวนจิตรลดา) ยอด ใบ และดอกอ่อน ลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำมาแกงส้ม นำมาจักสานเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระเป๋า กระจาด กระบุง กระเช้า

สรรพคุณทางยาของผักตบชวา

คุณค่าทางโภชนาการของผักตบชวา

การแปรรูปของผักตบชวา

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : http://www.bedo.or.th/lcdb/biodiversity/view.aspx?id=9694&SystemType=BEDO
http://www.rspg.or.th/plants_data/use/weaving_9.htm
https://www.flickr.com

Add a Comment