พิกุล เป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนาน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

พิกุล

ชื่ออื่นๆ : มะเมา, แก้ว, พิกุลป่า, พิกุลเขา, พิกุลเถื่อน

ต้นกำเนิด :

ชื่อสามัญ : Bullet wood

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimusops elengi Linn.

ชื่อวงศ์ : SAPOTACEAE

ลักษณะของพิกุล

ต้น เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงกลางความสูง 5-15 เมตร

ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปหอกแคบๆ โคนใบแหลม ปลายใบมนหรือแหลม ใบเกลี้ยงขอบใบเรียบเป็นคลื่น

ดอก ออกดอกเดี่ยว ดอกออกเป็นกระจุกใหญ่ตามปลายกิ่ง หรือตามง่ามใบ แต่อยู่รวมกันเป็นกระจุก มี 24 กลีบ เรียงซ้อนกันเป็น 2 ชั้น ชั้นใน 16 กลีบ ชั้นนอก 8 กลีบ สีขาวมีกลิ่นหอม แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลเมื่อโรย ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี

ผล ผลกลมรีหัวท้ายแหลม ผลสุกมีสีเหลือง สีส้มหรือสีแดง มี 1-2 เมล็ด

ต้นพิกุล
ต้นพิกุล ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงกลาง
ผลพิกุล
ผลพิกุล ผลกลมรี ผลสุกมีสีเหลือง สีส้ม

การขยายพันธุ์ของพิกุล

ใช้เมล็ด

ธาตุอาหารหลักที่พิกุลต้องการ

ประโยชน์ของพิกุล

  • นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
  • คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีอายุยืน เพราะโบราณเชื่อว่าต้นพิกุลทองเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนาน ดังนั้นจึงนิยมใช้เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลได้เป็นอย่างดี เช่นด้ามหอกที่ใช้เป็นอาวุธ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นพิกุลทองเป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะโบราณเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่
    ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
    เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นพิกุลทองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันจันทร์หรือวันเสาร์ เพราะคนโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองผู้ปลูกควรเป็นสุภาพสตรี เพราะพิกุลเป็นชื่อที่เหมาะสำหรับสุภาพ
  • พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดลพบุรี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัด เพื่อให้นำไปปลูกเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดและเพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนปลูกต้นไม้ใน “โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ” เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงครบรอบปีที่ 50 ในการครองราชสมบัติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2537
ดอกพิกุล
ดอกพิกุล ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม

สรรพคุณทางยาของพิกุล

ส่วนที่ใช้ : ดอก เปลือก เมล็ด แก่นที่ราก ใบ

  • ดอกสด – เข้ายาหอม ทำเครื่องสำอาง แก้ท้องเสีย
  • ดอกแห้ง – เป็นยาบำรุงหัวใจ ปวดหัว เจ็บคอ ขับเสมหะ
  • ผลสุก – รับประทานแก้ปวดศีรษะและแก้โรคในลำคอและปาก
  • เปลือก – ยาอมกลั้วคอ ล้างปาก แก้เหงือกบวม รำมะนาด
  • เมล็ด – ตำแล้วใส่ทวารเด็ก แก้โรคท้องผูก
  • ใบ – ฆ่าพยาธิ
  • แก่นที่ราก – เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต ขับลม
  • กระพี้ – แก้เกลื้อน

คุณค่าทางโภชนาการของพิกุล

การแปรรูปของพิกุล

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : http://www.bedo.or.th/lcdb/biodiversity/view.aspx?id=11234&SystemType=BEDO
https://www.flickr.com

3 Comments

Add a Comment