สมุนไพรเพื่อสุขภาพ รู้ใช้สมุนไพรใกล้ตัว

รู้ใช้สมุนไพรใกล้ตัว

คนไทยใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรคมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าสมัยโบราณกาล เรียกได้ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยกันเมื่อไร ก็ใช้สมุนไพรทั้งหลายมาบำบัดโรคจนหายกันมานักต่อนัก สมุนไพรจึงอยู่คู่คนไทย กลายเป็นความกลมกลืนในวิถีชีวิตแบบไทย อย่างแยกไม่ออกเลยทีเดียว

จากอดีตมาถึงวันนี้ สมุนไพรยังคงอยู่คู่ไทยดังเดิม แต่ด้วยวิวัฒนาการที่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง สมุนไพรในการนำมาใช้ได้ถูกแปรรูปสารพัด อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ในการนำมาใช้สำคัญที่สุด คือ การปรุงยา ยังต้องมีอยู่ ซึ่งหากขาดขั้นตอนนี้ ตัวยาในสมุนไพรคงไม่สามารถถูกสกัดออกมาใช้ประโยชน์ได้

การปรุงยานั้นก็เพื่อสกัดเอาตัวยาออกมาจากสมุนไพร โดยตัวยานี้เองที่มีสรรพคุณรักษาโรคต่างๆ ได้ การใช้สมุนไพรรักษาโรค ล้วนแล้วต้องเริ่มจากกรรมวิธีของการปรุงยา เพื่อให้ได้ตัวยาก่อนแทบทั้งสิ้น สำหรับสิ่งที่สามารถนำมาสกัดตัวยานั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ได้แก่ น้ำ โดยการต้ม และชง, น้ำมัน จะใช้แช่ หรือเคี่ยว อีกอย่างหนึ่งที่ใช้ก็จะเป็นเหล้า ใช้วิธีการดอง คราวนี้ไปดูกรรมวิธีการปรุงยาซึ่งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน

มาเริ่มกันที่ ยาต้ม เป็นการสกัดตัวยาออกจากไม้ยาด้วยน้ำร้อน จะใช้ต้มกับส่วนของต้นไม้ที่เนื้อแน่นแข็ง เช่น ลำต้นของแก่นฝาง สรรพคุณบำรุงโลหิต ,ชะเอมไทย ใช้ขับเสมหะ ฯลฯ ซึ่งวิธีการต้มยานั้นเป็นที่นิยมมาก มีข้อดี คือ สะอาด ปลอดภัยจากเชื้อโรค มีด้วยกัน 3 ลักษณะ

  1. ต้มกินต่างน้ำ เป็นการต้มยาให้เดือด และต้มด้วยไฟอ่อนอีก 10 นาที จากนั้นกินยานี้แทนน้ำไปเลย
  2. ต้มเคี่ยว ต้มให้เดือดด้วยไฟอ่อนๆ ไปอีกประมาณ 20-30 นาที
  3. ต้มสามเอาหนึ่ง โดยการต้มจากน้ำ 3 ส่วน เหลือเพียง 1 ส่วน ใช้เวลาต้มประมาณ 30-45 นาที

ยาชง

เป็นการสกัดตัวยาด้วยน้ำร้อนเช่นกัน ใช้กับส่วนของต้นไม้ที่บอบบาง อ่อนนุ่ม อาทิ ใบชุมเห็ดเทศ, ดอกคำฝอย, มะขามแขก เป็นต้น วิธีการโดยเอายาใส่แก้ว เติมน้ำร้อนจัดลงไป ปิดฝา ปล่อยไว้จนเย็น เพื่อให้ตัวยาออกมาเต็มที่ ข้อดีของยาชงดีกว่ายาต้มตรงที่ตัวยาไม่สามารถระเหยออกไปได้ เพราะถูกฝาปิดไว้

ดอกคำฝอย
ดอกคำฝอย กลีบดอกสีเหลืองแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง

ยาผง

โดยเอายาไปอบ หรือตากแห้ง จากนั้นบดเป็นผงให้ละเอียดที่สุด เพื่อให้ได้สรรพคุณดีขึ้น เพราะยาผงนั้นสามารถดูดซึมเข้าลำไส้ได้ง่าย ตัวยาจึงเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ส่วนยาผงใดที่กินยากให้ใช้การปั้นเป็นเม็ด หรือที่เรียกกันว่า ลูกกลอน โดยใช้น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง หรือน้ำข้าว เพื่อให้ยาติดกันเป็นเม็ดไม่แตกร่วน แต่นิยมใช้น้ำผึ้งทำยาลูกกลอน เพราะสามารถเก็บได้นานโดยไม่ขึ้นรา การทำยาปั้นเม็ด(ลูกกลอน) ใช้ยาผสมน้ำผึ้ง 2 : 1 ส่วน ผสมจนเข้ากันดี ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยาดูดซึมน้ำผึ้งเต็มที่แล้วค่อยจัดการปั้น สมุนไพรที่จะใช้วิธีนี้ปั้นแบบนี้ เช่น เช่น ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ฯลฯ

ขมิ้นชันผง
ขมิ้นชันผงสีเหลืองเข้ม

ยาฝน

เป็นวิธีที่หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้มาก วิธีฝน นำภาชนะใส่น้ำประมาณครึ่งหนึ่ง เอาหินลับมีดเล็กๆ จุ่มลงไป ให้หินโผล่เหนือน้ำขึ้นมาเล็กน้อยแล้วฝนจนได้น้ำยาสีขุ่นขึ้น ให้กินครั้งละ 1 แก้ว

ระยะเวลาในการรักษาโรคแต่ละโรคนั้นมีความแตกต่างกัน แล้วแต่โรค แต่ละชนิด อย่างโรคที่เรียกว่า โรคพึ่งเป็น เช่น เป็นไข้ เจ็บคอ ท้องเสีย ฯลฯ หลังกินยาอาการควรดีขึ้นภายใน 1 วัน

ส่วนโรคที่เป็นมานาน เช่น หืด หอบ ริดสีดวงทวาร อาการควรดีขึ้นหลังจากกินยาไปได้ 1 เดือน ถ้าไม่ดีขึ้นภายในเวลาที่กำหนดให้เปลี่ยนยา

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคได้ดีควรเป็นยาสด จะทำให้ร่างกายรับตัวยาครบ แต่หากต้องกินยาติดต่อกันเป็นเดือน เป็นปี ใช้ยาแห้งจะดีกว่า เพราะพิษที่เกิดจากยาแห้งจะน้อยกว่ายาสด

ฟ้าทะลายโจร
ฟ้าทะลายโจร แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน

ยุคเศรษฐกิจบีบรัดเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ สมุนไพรดูจะตอบสนองสิ่งสำคัญของการดำรงชีวิตมนุษย์ ในข้อยารักษาโรคได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าชาวบ้าน หรือชาวเมือง สามารถหาได้ง่าย ราคาไม่แพง ยิ่งใครไม่อยากซื้อก็ปลูกไว้ใช้เองได้ในบ้าน ประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากอยู่ ที่สำคัญประสิทธิภาพในการรักษาโรคของเจ้าสมุนไพรนั้นได้ผลดีเสียด้วยซิ งานนี้เรียกว่าถูกใจคนใช้ไม่พอ แถมยังถูกตังค์เข้าไปอีกด้วย

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : https ://www.srisangworn.go.th
ภาพประกอบ : https://www.flickr.com

Add a Comment