ผักจ้ำ ผลอ่อน ใบอ่อน ยอดอ่อนมีรสชาติฝาดมัน เปรี้ยวอมหวาน ใช้รับประทานเป็นผักได้

ผักจ้ำ

ชื่ออื่นๆ :  ผักจำ ผักจ้ำแดง (เชียงใหม่, เชียงราย), ตีนจำ (เลย), ลังพิสา (ตราด), ทุรังกาสา (ชมพร),
ราม (สงขลา), ปือนา (มลายู-นราธิวาส), พิลังกาสา (ทั่วไป), จิงจ้ำ, จ้ำก้อง, มะจ้ำใหญ่, ตาปลาราม, ตาเป็ด,
ทุกังสา, มาตาอาแย

ต้นกำเนิด :

ชื่อสามัญ : พิลังกาสา หรือผักจ้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia polycephala Wall.

ชื่อวงศ์ : MYRSINACEAE

ลักษณะของผักจ้ำ

ไม้ต้นขนาดย่อม สูง 2-3 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกันเป็นคู่ ๆ ตามข้อต้น ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ไม่มีจักร ใบจะหนา ใหญ่ มีสีเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่ออยู่ตามปลายกิ่ง หรือตามส่วนยอด ดอกมีสีชมพูอมขาว ผลโตเท่าขนาดเม็ดนุ่น เมื่อยังอ่อนเป็นสีแดง ผลแก่จะเป็นสีม่วงดำ

ต้นผักจ้ำ
ต้นผักจ้ำ ใบเป็นรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบสอบ

การขยายพันธุ์ของผักจ้ำ

ใช้เมล็ด

ธาตุอาหารหลักที่ผักจ้ำต้องการ

ประโยชน์ของผักจ้ำ

ผลอ่อน ใบอ่อน ยอดอ่อนมีรสชาติฝาดมัน เปรี้ยวอมหวาน ใช้รับประทานเป็นผักเหนาะได้ ทางอาหารสำหรับชาวล้านนา นิยมนำผักจ้ำมาเป็นส่วนผสมของอาหารประเภทส้า เช่น ส้าผักรวม ส้าผัก เป็นผักสดจิ้มน้ำพริกหรือลาบ

สรรพคุณทางยาของผักจ้ำ

ใบ – แก้โรคตับพิการ แก้ท้องเสีย แก้ไอ แก้ลม

ดอก – ฆ่าเชื้อโรค แก้พยาธิ

เมล็ด – แก้ลมพิษ

ราก – แก้กามโรค และหนองใน พอกปิดแผล ถอนพิษงู

ต้น – แก้โรคผิวหนัง โรคเรื้อน

สารที่พบ : α – amyrin, rapanone ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา – ต้านเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้ง platelet activating factor receptor binding

ผลและดอกผักจ้ำ
ผลและดอกผักจ้ำ ผลแก่จะเป็นสีม่วงดำ

คุณค่าทางโภชนาการของผักจ้ำ

การแปรรูปของผักจ้ำ

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : http://www.bedo.or.th/lcdb/biodiversity/view.aspx?id=11490&SystemType=BEDO
https://www.flickr.com

Add a Comment