สะเดาช้าง ดอกอ่อน ใช้รับประทานได้ เนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์

สะเดาช้าง

ชื่ออื่นๆ : ก้วยกี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กางขี้มอด ยมหิน (เชียงใหม่), ไก่ (กำแพงเพชร), ขางช้าง ขางแดง (ลำปาง), แดงน้ำ พระเจ้าห้าพระองค์ (ลำปาง, แพร่), สะเดาช้าง (ปราจีนบุรี), แสงตะล่อน หอนนาค (เลย)

ต้นกำเนิด : ภาคใต้ของไทย

ชื่อสามัญ : สะเดาเทียม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta excelsa (Jack) Jacobs.

ชื่อวงศ์ : Meliaceae

ลักษณะของสะเดาช้าง

เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงราว 20-35 เมตร เปลือกต้นสีเทาเรียบ พอต้นอายุมากเปลือกจะแตกเป็นแผ่นล่อนสีเทาปนดำ เนื้อไม้มีคุณ-ภาพดี มอดและปลวก ไม่ค่อยทำลาย และจัดอยู่ในประเภทของไม้เอนกประสงค์
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ขึ้นเรียงสลับและกระจุกอยู่ใกล้ปลายกิ่ง แต่ละใบมีใบย่อยออกเป็นคู่เยื้องๆ สลับกันเล็กน้อย ราว 7-11 คู่ ใบย่อยรูปทรงรีเป็นรูปไข่บางใบเบี้ยวไม่มีรูปทรง กว้าง 3-4 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย
ดอกอ่อนรับประทานได้ ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็ก เวลาบานมี 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง ส่งกลิ่นหอมทั้งวัน กลีบดอกเป็นรูปทรงรี กว้าง 0.2-0.3 ซม. ยาว 0.5-0.6 ซม.

สะเดาช้าง
สะเดาช้างต้นเล็ก ใบมีสีเขียวเข้ม มัน ค่อนข้างเหนียว

การขยายพันธุ์ของสะเดาช้าง

ใช้เมล็ด/-

ธาตุอาหารหลักที่สะเดาช้างต้องการ

ประโยชน์ของสะเดาช้าง

ใบกับเมล็ด นำมาสกัดสารทำยาฆ่าแมลง เปลือก นำไปต้มดื่มน้ำทำเป็นยาแก้บิดและท้องร่วง ลำต้น ใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำบ้านเรือน

สรรพคุณทางยาของสะเดาช้าง

คุณค่าทางโภชนาการของสะเดาช้าง

การแปรรูปของสะเดาช้าง

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : http://www.bedo.or.th/lcdb/biodiversity/view.aspx?id=11812&SystemType=BEDO
https://www.flickr.com

Add a Comment